The Conjuring : The Devil Made Me Do it ตอน The Conjuring จักรวาล(ผี) นี้อย่าคิดต่าง !!

ดูจะไม่ค่อยสมการรอคอยสำหรับแฟนๆ หนัง The Conjuring เท่าไหร่สำหรับ The Conjuring : The Devil Made Me Do it หนังภาคที่ 3 ในชุด The Conjuring และเป็นหนังเรื่องที่ 9 ในจักรวาลหนังสยองขวัญนี้


          ซึ่งความจริงแล้วจักรวาลผีๆ ของ Warner Brothers ที่มีอายุประมาณ 8-9 ปี จักรวาลนี้ พูดตามตรงมันก็ไม่เต็มไปด้วยหนังชั้นเลิศ หรือมีแต่งานทำรายได้สูงๆ แต่อย่างใดครับ หนังแต่ละเรื่องในจักรวาลมีเสียงวิจารณ์จากทั้งคนดู และนักวิจารณ์ ติดออกไปทางด้านลบอยู่บ่อยๆ ด้วยซ้ำไป จะมี 2 ใน 8 ก่อนหน้านี้เท่านั้นละครับทั้งคำวิจารณ์ และรายได้อยู่ในระดับดีเยี่ยม นั้นก็คือปฐมบทของจักรวาลของ The Conjuringในปี 2013 และ The Conjuring 2 ในปี 2016 นอกนั้นไม่ว่า Annabelle, The Nun, หรือมาถึง La Lloronaต้องเรียกว่าทั้งรายได้ ทั้งคำวิจารณ์ลุ่ม ดอนๆ ล้วนๆ ละครับ ฉะนั้นไม่ผิดละครับถ้าแฟนหนังชุดนี้เขาจะตั้งความหวังกับหนังภาคที่ 3 นี้สูงไปซะหน่อย


แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับ The Conjuring ภาคที่ 3 นี้

         ความจริงแล้ว The Conjuring : The Devil Made Me Do itเองก็เป็นหนัง The Conjuring ที่มีมวลสารตั้งต้นไม่ต่างจากหนังภาคก่อนหน้าครับ นั่นก็คือพื้นฐานมาจากเหตุการณ์จริงที่เป็นคดีซึ่ง 2 สามีภรรยานักปิศาจวิทยา เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน เข้าไปเกี่ยวข้อง แถมจะว่าไปแล้วถ้าเทียบกับคดี ครอบครัว Perron ในหนังภาคแรก หรือคดี Enfeild Poltergeist ในหนังภาค 2 ดูว่า คดีของผู้ชายที่ที่ชื่อ อาร์นี่ จอห์นสัน ก่อเหตุฆาตกรรมด้วยแทงเหยื่อถึง 22 แผล แล้วอ้างว่า “ผมทำไปเพราะปิศาจร้ายบงการให้ผมทำ” มันดูจะเป็นคดีใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งที่พวกวอร์เรน เข้าไปเกี่ยวข้อด้วยซ้ำไป


          The Conjuring ครั้งนี้ตั้งต้นไม่ต่างจากหนังภาคก่อนหน้า แต่ลงเอยแล้ว สิ่งที่หนังเล่ามันกลับไม่ได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เคยทำให้หนังชุดนี้ประสบความสำเร็จ

          เพราะก่อนหน้านี้หนัง The Conjuring ที่เคยประสบความสำเร็จ ทำเงินแต่ละภาคไม่ต่ำกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่ เจมส์ วาน ผู้กำกับเชื้อสายมาเลเซีย ผู้เป็นคนตัดสายสะดือให้กำเนิดจักรวาลนี้ขึ้นมา ใช้ในการทำหนังเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จก็คือ เขาทำหนังสยองขวัญแบบเดิมๆ แบบที่ผมว่าเราเองคนดูหนังคุ้นชินกันมาไม่ต่ำกว่า 20 – 30 ปีละครับ


                        เรื่องของครอบครัวหนึ่ง
                        ณ บ้านหลังหนึ่ง
                        เจอเหตุการณ์ประหลาด
                        เหตุการณ์เริ่มหนักข้อ
                        มีคนเข้ามาช่วยคลี่คลาย
                        ความจริงที่ทำให้ทุกคนต้องตะลึง
                        เรื่องนี้จะจบลงได้อย่างไร
                        และแล้วทุกอย่างก็คลี่คลาย


          สูตรนี้คือสูตรสำเร็จที่ทำให้เราแทบไม่ต้องเดาละครับว่าหนัง The Conjuring นั้นจะไปลงเอยตรงไหน เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผู้กำกับเสิร์ฟให้กับเราคนดูก็คือ ตัวเจมส์ วาน เองจัดวางจังหวะจะโคนของไวยกรณ์ความสยองขวัญในหนังทั้ง 2 เรื่องของเขาอย่างแม่นยำ และถูกจังหวะจะโคน ผลของมันก็คือ แทบจะทุกคนที่เป็นสายนักดูหนังผี ร้องออกมาแทบไม่ต่างกันละครับว่า “The Conjuring คือหนังผีในอุดมคติจริงๆ”


          ซึ่งในหนัง The Conjuring : The Devil Made Do it สิ่งที่พวกเขาทำในหนังภาคนี้มันไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จที่ว่าเลยแม้แต่น้อยครับ แทนที่จะเดินเรื่องในแบบหนังผีดั้งเดิม อย่างที่พวกเขาเคยทำกันมา แต่หนังกลับเลือกจะดำเนินไปด้วยกลิ่น และอารมณ์ของหนังสืบสวนสอบสวนมากกว่า


          คือความจริงไอ้เรื่องที่หนังจะเปลี่ยนทาง เปลี่ยนสี หรือกระทั่ง The Conjuring 3 ครั้งนี้จะออกกลิ่นหนังสืบสวน มันเป็นเรื่องที่ตัวผู้กำกับอย่างไมเคิล ชาเวส คอยให้ข่าวเตือนแฟนหนังชุดนี้เอาไว้ตั้งแต่หนังจะเข้าฉายแล้วครับ ยิ่งไปกว่านั้น ในตัวอย่างที่ปล่อยออกมาก็มีภาพหลายช็อตที่ชวนให้นึกถึงหนังสืบสวน หนังฆาตกรรมของเดวิท ฟินเชอร์ เรื่อง Se7en มันก็น่าจะพอเป็นสัญญาณเตือนแฟนๆ อยู่บ้างแล้วว่าให้พร้อมยอมรับกับความเปลี่ยนแปลง


          แต่ดูเหมือนว่าสุดท้ายถึงแม้หลายคนจะ “เตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลง” มาบ้างแล้ว แต่มันก็ยังดูไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความแปลงใหม่ของ The Conjuring ในครั้งนี้ ที่ถามว่าผีมั้ย มันก็ผีบ้าง สยองบ้างครับ แต่การให้น้ำหนักในเรื่องการสืบสวนมันหนักมือจริงๆ และดูเป็นการให้น้ำหนังที่ทำให้แฟนๆ หนังชุดนี้รู้สึกว่า The Conjuring ไม่เหมือนเดิม และนี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ


          ในมุมของคนทำงานสร้างสรรค์ การคิดใหม่ ทำใหม่ หรือลองของใหม่ นั้นพูดตามตรงมันไม่ใช่เรื่องผิดเลยแม้แต่น้อยครับ ออกจะเป็นสิ่งที่ต้องยกย่องด้วยซ้ำไป ที่เราก็เห็นอยู่คาตาว่าสูตรแบบไหน ที่ทำให้หนัง 2 ภาคก่อนหน้านั้นมันประสบความสำเร็จ ถ้าแค่ทำแบบเดิม เน้นเรื่องสยองที่เกิดขึ้นกับครอบครัว จัดวางจังหวะผีๆ เอาไว้ในที่ๆ มันควรจะเป็น (ซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าเขาพอทำได้) และแสดงวิธีทำในการคลี่คลายคดีไปตามรูปตามรอย มันก็น่าจะทำให้คนดูพอใจได้ไม่ยากเย็น แต่ในทางกลับกันพวกเขากลับเลือกที่จะลองเดินทางใหม่ให้กับหนังชุดนี้


          สุดท้ายแล้วสิ่งที่หลายคนพยายามจะสรุปว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ The Conjuring เปลี่ยนไป เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ นี่คือ The Conjuring ครั้งแรกที่เจมส์ วาน ไม่ได้เป็นคนกำกับ อะไรต่อมิอะไรมันก็เลยไม่เหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ ณ วันนี้มีคำตอบชัดเจนครับว่า ต่อให้เจมส์ วาน เป็นคนกำกับหนังเรื่องนี้เอง เผลอๆ ไอ้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความไม่เหมือนเดิมที่หลายคนไม่ชอบ มันก็ยังจะคงอยู่ ดีไม่ดีอาจจะหนักกว่านี้ด้วยซ้ำไป


          เพราะล่าสุดตัวของเจมส์ วาน ซึ่งตอนนี้กำกับโปรโมทหนังสยองขวัญเรื่องใหม่ของเขาที่ชื่อ Malinant เจ้าตัวพูดถึงคติในการทำหนังของเขาเอาไว้อย่างชัดเจน

          “ผมเป็นคนชอบความเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าเรามีโอกาสสร้างความแตกต่างแล้วไม่ยอมทำ เมื่อนั้นก่อนคุณจะรู้ตัวคุณจะติดอยู่ในวังวนแห่งการผลิตซ้ำซากอยู่อย่างนั้นไม่มีวันสิ้นสุด และผู้ชมเท่านั้นจะเป็นคนตัดสินว่าสิ่งใหม่นั้นใช่หรือไม่ ก็คือผู้ชมเท่านั้น”

           และเรื่องนี้ก็คงลงเอยที่ว่า สำหรับแฟนๆThe Conjuring “ความแตกต่าง” คงไม่ใช่คำตอบจริงๆ

โดย : จีนViewfinder

Source : HBO Go / Warner Brothers Picture

No Comments Yet

Comments are closed